www.mcat.ac.th :: ดูกระทู้ - อีสุกอีใส กับความเชื่อมากมายที่เข้าใจผิดกันมานาน
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

อีสุกอีใส กับความเชื่อมากมายที่เข้าใจผิดกันมานาน

 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    www.mcat.ac.th หน้ากระดานข่าวหลัก -> รอบรู้เรื่องสุขภาพ
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
PP
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 12/12/2007
ตอบ: 39

ตอบตอบ: 20/02/2014 4:18 pm    ชื่อกระทู้: อีสุกอีใส กับความเชื่อมากมายที่เข้าใจผิดกันมานาน ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)



โรคอีสุกอีใส เป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แล้วรู้ไหม ป่วยอีสุกอีใสห้ามกินอะไร เคยเป็นอีสุกอีใสแล้วจะไม่เป็นซ้ำอีกแล้วจริงหรือไม่ มาไขความเชื่อที่คนเข้าใจผิด ๆ กันมานานกันเลย !

โรคอีสุกอีใส เป็นโรคที่ระบาดกันมากในช่วงอากาศเย็น ๆ โดยเฉพาะในฤดูหนาวจะพบผู้ป่วยมากขึ้น และเชื่อไหมว่ามีคนเสียชีวิตจากโรคนี้ด้วย ซึ่งเกิดจากโรคแทรกซ้อนของอีสุกอีใส ไม่ว่าจะเป็นปอดอักเสบ หรือตับอักเสบ ฟังดูแล้วน่ากลัวเหมือนกันนะคะกับโรคอีสุกอีใสนี้ แต่หลายคนอาจจะบอกว่า ไม่เห็นกลัวเลย ก็เราเคยเป็นโรคนี้มาแล้วตอนเด็ก ๆ คงไม่มีทางติดเชื้อได้อีกแล้วล่ะ หรือบางคนอาจจะบอกว่าโรคนี้เป็นกับเด็ก ๆ เท่านั้น เราเป็นผู้ใหญ่แล้วคงไม่เป็นหรอก...

ถ้าคิดแบบนี้อยู่ขอให้ลบความคิดเดิม ๆ ออกไปได้เลยค่ะ เพราะมีหลากหลายความเชื่อเกี่ยวกับโรคอีสุกอีใสที่คุณเข้าใจผิดอยู่ อย่างเช่นเรื่องต่อไปนี้เลย


โรคอีสุกอีใส เป็นแต่ในเด็กเท่านั้น เราโตแล้วคงไม่เป็นหรอก !

ขอบอกว่า โรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัยค่ะ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็มีสิทธิ์ติดเชื้อได้เช่นกัน


โรคอีสุกอีใส เป็นแล้วจะไม่เป็นอีก จริงหรือ?

เป็นความเชื่อที่ผิดค่ะ เพราะโรคอีสุกอีใสที่เดิมเกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella virus) หรือ Human herpes virus type 3 แต่ในปัจจุบันมีไวรัสโรคอีสุกอีใสสายพันธุ์ใหม่ที่ค่อนข้างรุนแรงกว่าเดิมด้วย ดังนั้น หากคนที่เคยเป็นอีสุกอีใสในวัยเด็กไปแล้ว เกิดตอนนี้ได้รับเชื้อสายพันธุ์ใหม่ ก็ยังสามารถกลับไปเป็นอีสุกอีใสได้อีกรอบ เพราะเป็นเชื้อไวรัสคนละตัวกันนี่เอง

แถมเป็นตอนโตยังอาจมีอาการหนักกว่าเด็ก ๆ ด้วยซ้ำ หรืออย่างน้อยก็มีแผลเป็นให้รำคาญใจอีกต่างหาก

โรคอีสุกอีใส เป็นเองก็หายเองได้ จะไปฉีดวัคซีนป้องกันทำไม?

คนส่วนใหญ่อาจจะเป็นโรคอีสุกอีใสแล้วหายเองได้ภายใน 1-3 สัปดาห์ค่ะ แต่กับบางคนอาจรักษาไม่หาย เพราะเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้น ซึ่งโรคแทรกซ้อนนั้นเกิดจากการติดเชื้อจากแผลที่เกิดขึ้นทั้งตัว จนทำให้มีอาการต่าง ๆ เช่น แก้วหูอักเสบ ปอดอักเสบ ตับอักเสบ หรือติดเชื้อในสมอง

ดังนั้น หากผู้ป่วยคนใดเป็นอีสุกอีใสแล้วมีอาการปวดหู หรือไอ หายใจเหนื่อย เจ็บหน้าอก ตาเหลืองตัวเหลือง (ดีซ่าน) ปวดศีรษะมาก ซึมลง อาการใดอาการหนึ่งหรือมากกว่า ก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาเพิ่มเติม เพราะโรคแทรกซ้อนบางอาการอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย


ฉีดวัคซีนอีสุกอีใสไปแล้ว แสดงว่าจะไม่เป็นโรคนี้แล้วถูกไหม?

ก็ยังไม่ถูกนะจ๊ะ เพราะถึงจะฉีดวัคซีนไปแล้ว แต่วัคซีนนั้นป้องกันโรคได้ประมาณ 90% เท่านั้นเอง แสดงว่าเรายังมีโอกาสเป็นโรคนี้อยู่อีก 10% เพียงแต่การฉีดวัคซีนจะทำให้อาการน้อยลง และช่วงเวลาที่เป็นโรคนี้ก็สั้นลง เช่น จะมีตุ่มขึ้นไม่มาก และอาการจะหายไปเองภายในเวลาไม่นาน

นอกจากนี้ โดยปกติแล้วคนที่เป็นโรคอีสุกอีใสประมาณ 15% เมื่อหายแล้วจะมีเชื้อบางส่วนไปแอบหลบอยู่ในปมประสาทใกล้กระดูกสันหลัง หากเมื่อใดร่างกายอ่อนแอ เชื้อพวกนี้จะแสดงอาการออกมาเป็นโรคที่เรียกว่า "งูสวัด" แต่การฉีดวัคซีนยังสามารถป้องกันโรคงูสวัดได้ด้วย


ต้องกินยาเขียวหรือยาหม้อช่วยขับเชื้อ จะได้หายเร็วขึ้น !

ข้อนี้เป็นความเชื่อที่ผิดเหมือนกันค่ะ แม้จะมียาเขียว ยาหม้อบางขนานอ้างว่ามีสรรพคุณช่วยขับเชื้ออีสุกอีใสให้ออกมาจากตัว จะได้เป็นการถอนพิษ แต่จริง ๆ แล้ว การทานยานี้อาจเป็นอันตรายได้ เพราะยาพวกนี้ล้วนแล้วแต่มีส่วนผสมของสเตรอยด์ (Steroid) ซึ่งเป็นยากดภูมิคุ้มกัน นั่นถึงทำให้เชื้ออีสุกอีใสที่ดูเหมือนจะไม่มีพิษมีภัยลามกระจายไปยังอวัยวะสำคัญในร่างกายจนถึงแก่ชีวิตได้เท่านั้นเอง แต่ไม่ได้รักษาให้หายเร็วขึ้นหรอกนะ

วิธีการรักษาที่ถูกต้องคือ การทานยาบรรเทาอาการไข้และอาการคันตามที่แพทย์แผนปัจจุบันสั่ง หรือหากคนไข้รายได้มีอาการมาก แพทย์อาจต้องให้ยารับประทานเพื่อฆ่าไวรัสควบคู่กันไป ทั้งนี้ โดยส่วนมากแล้วโรคอีสุกอีใสจะสามารถหายเองได้ แต่ไม่ใช่ด้วยการกินยาหม้อ ยาเขียวเพื่อขับให้อีสุกอีใสเปล่งปลั่งออกมามากขึ้นอย่างแน่นอน


อาบน้ำต้มผักชีช่วยให้อีสุกอีใสหายไวจริงไหม?


ผักชีเป็นพืชธาตุเย็นที่ช่วยลดอาการผื่นแดงได้ แต่ความเชื่อที่ว่าใช้รักษาโรคอีสุกอีใสได้หรือไม่นั้น ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ค่ะ จึงยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่ารักษาโรคนี้ได้ผลจริงหรือเปล่า


ไข่ เป็นอาหารแสลงของโรคอีสุกอีใสใช่ไหม?

มีคนพูดเยอะเหมือนกันว่า ถ้าเป็นโรคอีสุกอีใสห้ามกินไข่ เพราะจะทำให้เป็นแผลเป็น แต่นี่เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะแพทย์ยืนยันมาแล้วว่า ไม่มีอาหารชนิดใดเป็นของแสลงกับโรคอีสุกอีใสเลย ผู้ป่วยสามารถทานอาหารได้ตามปกติ ซึ่งก็ต้องเป็นอาหารที่ถูกสุขลักษณะ คือต้องเป็นอาหารที่สุกแล้ว ไม่ใช่ของหมักดอง เพื่อให้ร่างกายได้สารอาหารที่ดีมีประโยชน์ไปสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อสู้กับเชื้อโรค

และจริง ๆ แล้ว ในช่วงที่เป็นอีสุกอีใสนั้น ผิวของเรายิ่งต้องการการดูแลบำรุงจากโปรตีนมากขึ้น เพราะฉะนั้น จึงต้องทานเนื้อ นม ไข่ และถั่วต่าง ๆ อันเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญไว้ด้วยค่ะ

ไข้ขึ้นสูง สามารถกินยาแอสไพรินให้ไข้ลดเร็วได้ใช่ไหม?

การทานยาแอสไพรินนี่เป็นข้อห้ามสำคัญเลยค่ะ เพราะยาแอสไพรินอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการไรย์ (Reye's syndrome) ซึ่งเป็นความผิดปกติของสมองและตับ ทำให้มีอาการของสมองอักเสบร่วมกับตัวเหลืองจนเกิดอันตรายร้ายแรงได้ ดังนั้น หากมีไข้ขึ้นสูง ให้ทานยาพาราเซตามอลแทน ร่วมกับใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อย ๆ เพื่อบรรเทาอาการไข้ค่ะ ที่สำคัญคือต้องพักผ่อนมาก ๆ ดื่มน้ำเยอะ ๆ ด้วยจ้า

ความเชื่อแต่ละข้อล้วนเป็นความเชื่อที่เราได้รับการบอกต่อมาทั้งนั้นเลยเห็นไหมคะ แถมเรามักจะปฏิบัติตามด้วย แต่พอได้รู้อย่างนี้ ก็คงทำให้เพื่อน ๆ เปลี่ยนความเข้าใจเสียใหม่แล้วเนอะ


คำพูด:
เรียบเรียงโดยกระปุกดอทคอม http://health.kapook.com/view82172.html
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    www.mcat.ac.th หน้ากระดานข่าวหลัก -> รอบรู้เรื่องสุขภาพ ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group

ออกแบบโดยสมุนไพรดอทคอม